ชั้นอุทธรณ์คดีเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลและการชดใช้
ลูกความจ่ายเงินราว 100 ล้านวอนซื้อที่ดินเกษตรกรรมเมื่อปี 2005 แต่บริษัทผู้ขายไม่มีสิทธิถือครองที่ดินเกษตรกรรม กรรมสิทธิ์จึงโอนมาไม่ได้ คำพิพากษาปี 2018 ที่ให้คืนเงินก็ไม่เป็นผล เพราะบริษัทได้ขายที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์ชิ้นสุดท้ายออกไปแล้ว ลูกความจึงฟ้องผู้ซื้อรายนั้นเพื่อเพิกถอนการขาย และคดีขึ้นสู่ชั้นอุทธรณ์ในประเด็นจำนวนเงินที่ต้องชดใช้
ชั้นอุทธรณ์เพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลขอบเขตการชดใช้สิทธิจำนองที่ดินเกษตรกรรม
ชนะคดีทั้งหมด (전부승소)คดีแพ่ง

ภาพนี้ใช้เพื่อความเข้าใจเท่านั้น ไม่ใช่ภาพจากคดีจริง
การเพิกถอนนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉล
‘นิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉล’ หมายถึง การกระทำที่ทำให้เจ้าหนี้เสียหาย เช่น ลูกหนี้โอนทรัพย์สินให้บุคคลภายนอก (ผู้รับประโยชน์) เพื่อไม่ชำระหนี้
ในกรณีนี้ เจ้าหนี้สามารถเพิกถอนนิติกรรม (เช่น การให้) ระหว่างลูกหนี้และผู้รับประโยชน์ และเรียกให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เพื่อรักษาสิทธิเรียกร้องของตนได้
อย่างไรก็ดี คำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักว่า “การที่ลูกหนี้ขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวของตน แล้วเปลี่ยนเป็นเงินซึ่งง่ายต่อการใช้จ่าย ถือเป็นนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉล เว้นแต่มีเหตุผลพิเศษ” ดังนั้น แม้ลูกหนี้จะขายอสังหาริมทรัพย์ไปโดยได้รับชำระราคาที่เหมาะสม ก็ถือเป็นนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉลได้ เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่ลูกหนี้จะใช้จ่ายเงินที่ได้รับมาโดยพลการ โดยไม่นำไปชำระหนี้ อันเป็นการทำให้เจ้าหนี้เสียหาย
ในขณะเดียวกัน ในกรณีเพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ ตามหลักการแล้วจะเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เพื่อให้กลับคืนสู่สภาพเดิม แต่หากจำนองที่จดทะเบียนไว้ก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขายได้สิ้นสุดลงในภายหลัง เจ้าหนี้สามารถเรียกให้ผู้รับประโยชน์ชดใช้เป็นเงิน (ตามมูลค่า) ได้
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทนายความจู ยองแจ ชนะคดีทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์ของคดีฟ้องเพิกถอนนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉล ซึ่งผมจะขอแนะนำให้รู้จัก
ข้อเท็จจริง
โจทก์ (ลูกความ) ซื้อที่ดินเกษตรจากบริษัท A เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2005 โดยชำระราคาซื้อขายประมาณ 100,000,000 วอนเกาหลี
แต่บริษัท A ไม่ใช่นิติบุคคลบริษัทเกษตร จึงไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินเกษตรได้ และด้วยเหตุนี้โจทก์จึงไม่สามารถได้กรรมสิทธิ์เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ โจทก์จึงฟ้องร้องบริษัท A ให้คืนราคาซื้อขาย และในระหว่างการพิจารณาคดี ประมาณเดือนมีนาคม 2015 บริษัท A ได้ขายที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวของตนให้แก่จำเลย
โจทก์ได้รับคำพิพากษาที่ชนะคดีประมาณเดือนธันวาคม 2018 และคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุดในเวลานั้น แต่บริษัท A ไม่มีทรัพย์สินเหลือให้บังคับคดีได้อีกต่อไป
โจทก์แม้จะชนะคดีอย่างยากลำบากแต่ก็ไม่ได้รับเงินค่าซื้อขายคืน จึงมาขอความช่วยเหลือจากทนายความจู ยองแจ ทนายความจู ยองแจจึงยื่นฟ้องเพิกถอนนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉลต่อจำเลย โดยขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ระหว่างบริษัท A และจำเลย และให้ชดใช้เงินตามมูลค่าจำนวน 123,817,809 วอนเกาหลี รวมต้นเงินและดอกเบี้ย
ภายหลังการต่อสู้อย่างเข้มข้นระหว่างคู่ความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวเป็นนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉล และพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์และชำระเงินตามมูลค่าในวงเงิน 78,150,000 วอนเกาหลี ซึ่งเป็นมูลค่าอสังหาริมทรัพย์หักด้วยจำนวนหนี้ที่ค้ำประกันโดยจำนองจำนวน 100,000,000 วอนเกาหลี โดยเป็นการยอมรับบางส่วน
การดำเนินการของทนายความจู ยองแจ
เกี่ยวกับคำพิพากษาชั้นต้นข้างต้น จำเลยอุทธรณ์โดยโต้แย้งว่าได้ชำระราคาซื้อขายที่เหมาะสมแล้ว สัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ใช่นิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉล และทนายความจู ยองแจก็อุทธรณ์ด้วยว่า ในขณะที่เกิดนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉล แม้การจดทะเบียนจำนองจะยังมิได้ถูกเพิกถอน แต่ได้ชำระหนี้ที่ค้ำประกันทั้งหมดแล้ว การที่ศาลชั้นต้นหักจำนวนหนี้ที่ค้ำประกันจึงเป็นการเข้าใจผิดในหลักกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตการเพิกถอนนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉล
คำวินิจฉัยของศาล
ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อโต้แย้งทั้งหมดของทนายความจู ยองแจข้างต้น โดยเพิกถอนคำพิพากษาชั้นต้น และมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉลและชดใช้เงินตามมูลค่าตามจำนวนทั้งหมดที่โจทก์เรียกร้อง
ก่อนอ่าน
ผลลัพธ์ที่ระบุไว้ที่นี่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้นของแต่ละคดี แต่ละคดีมีรายละเอียดแตกต่างกัน ผลลัพธ์จากคดีหนึ่งจึงไม่สามารถใช้คาดการณ์หรือรับประกันผลของอีกคดีได้ หน้านี้ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย โปรดปรึกษาเพื่อตรวจสอบคดีของท่านเอง
หากมีสถานการณ์ใกล้เคียง โทรสอบถามได้
จะรับฟังสถานการณ์ปัจจุบัน และแจ้งสิ่งที่ต้องทำก่อน การปรึกษาสามารถใช้ภาษาเกาหลีและภาษาอังกฤษได้